Monday, May 31, 2010

ความเหมือนหรือแค่บังเอิญของ "ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"

ความเหมือนหรือแค่บังเอิญของ "ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"

อาถรรพ์หมายเลขศูนย์ แต่คราวนี้มาดูความเหมือนที่ทำให้ขนลุกเลย เราก็ยังไม่ไปไหน ยังอยู่ที่ประวัติศาสตร์อเมริกาเหมือนเดิม อิอิอิ เรื่องราวอาถรรพ์เกี่ยวกับประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกายังคงไม่มีแต่อาถรรพ์หมายเลขศูนย์เท่านั้น นักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้ารวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับปมสังหารประธานาธิบดีคนดังอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น และ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ได้พบกับเรื่องราวเหลือเชื่อ ชวนพิศวงเพราะเงื่อนปมของคนทั้งสอง ต่างมีความคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ไม่ใช่ในแง่รูปร่างหน้าตา แต่ในแง่มุมของชีวิตการทำงาน เรื่อยไปถึงวาระสุดท้ายของบุคคลทั้งสอง และต่อไปนี้คืออาถรรพ์ที่เล่นตลกร้ายกับ มหาบุรุษทั้งสอง เรามาดูปมพิศวงที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกันดีกว่า

ประเด็นแรกที่คนทั้งโลกต่างก็รู้คือ ทั้งลินคอล์นและเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจาก ผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนโยบายของบุคคลทั้งสอง

ย้อนไปในปี ค.ศ. 1847 อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกจากประชาชน รัฐอิลลินอยส์ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ( สภาครองเกรส ) เป็นครั้งแรก

ถัดมาอีก 100 ปี ในปี ค.ศ. 1947 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ได้รับเลือกจากรัฐแมสซาชูเตส์เข้าสู่สภาครองเกสเช่นกัน

ปี ค.ศ. 1856 ลินคอล์นถูกเสนอชื่อจากพรรคริพับลิกัน เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี อย่างไม่ มีใครคาดคิดมาก่อน แต่เขาล้มเหลวไม่ได้รับเลือกตั้ง

4 ปีต่อมา ลินคอล์นถูกเสนอชื่ออีกครั้งให้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะเต็งหนึ่ง

ปีค.ศ. 1956 หรือ อีก 100 ปีต่อมา เคนเนดี้ได้รับ การคัดเลือกจากพรรคเดโม แครตให้เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

4 ปีต่อมา เขากลับมาอีกครั้งในฐานะเต็งหนึ่งในการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ อเมริกา

ปี ค.ศ. 1860 ลินคอล์นเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา จากผล Electoral College

100 ปีต่อมา เคนเนดี้ก็เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง จากผล Electoral College เช่นกัน

เป็นเรื่องน่าพิศวงอีกว่าลินคอล์นใช้ เวลา 13 ปีนับจากวันที่เดินเข้าสู่สภาครองเกส ในปี ค.ศ. 1847 แล้วก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1860

ส่วนทางด้านเคนเนดี้เองนั้นได้รับเลือก เข้าสภาครองเกสในปี ค.ศ. 1947 หรือ และดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1960 หรืออีก 13 ปีต่อมานั่นเอง

แถมยังมีระยะเวลาห่างจากลินคอล์น 100 ปีพอดีเสียอีก

ยังไม่จบเรื่องความพิศวงของประธานาธิบดี คู่นี้เพราะนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น ทั้งลินคอล์นและเคนเนดี้ในขณะลงชิงชัย ตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นก็ต่างส่งผู้ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ต่างก็ส่งผู้ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่มีนามสกุลเหมือนกัน คือ จอห์นสัน

ฝ่ายลินคอล์น นั้นมีชื่อว่า แอนดรู จอห์นสัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1808

ส่วนเคนเนดี้นั้น มีชื่อว่า ลินดอน จอห์นสัน เกิดปี ค.ศ. 1908

ต่างกัน 100 ปี พอดี เหมือนกัน ปมพิศวงยังคงดำเนินต่อไป

ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1865 ประธานาธิบดีลินคอล์นเดินทางไปชมละครกับ ภรรยาแล้วถูกลอบสังหารจากชาวใต้หัวรุนแรง นามว่า จอห์น บูธ ผู้ซึ่งโกรธแค้นประธานาธิบดีลินคอล์นตั้งแต่สมัยสงคราม การเมืองสหรัฐอเมริกา จอห์น บูธ ถูกตำรวจไล่ล่าและถูกสังหารในโรงเก็บของ โดยมีเงื่อนปมว่าการสังหารบูธในครั้งนี้ อาจเป็นการฆ่าตัดตอน เพื่อไม่ให้สืบสาวถึงผู้บงการตัวจริง

ปี ค.ศ. 1963 เคนเนดี้เดินทางไปปราศรัยหาเสียงที่เมืองตัลลัส รัฐเท็กซัส ด้วยการนั่งรถเปิดประทุนไปกับภรรยา และถูกลอบสังหารจากลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ ผู้ซุ่มอยู่ที่โรงเก็บของบนหลังคาตึก

การตายของมหาบุรุษทั้งสองเป็นปริศนาดำ มืดที่ยังไม่คลายปมมาจนถึงทุกวันนี้และหากจะย้อนกลับไปดูอีกสันนิด ก็จะพบเรื่องชวนพิศวงอีก นั่นคือ

ขณะที่ลินคอล์นจะออกไปดูละครนั้น เลขานุการส่วนตัวได้ทักท้วงมิให้เขาออกไป เลขานุการคนนี้ชื่อ เคนเนดี้

ส่วนเคนเนดี้นั้น เลขานุการเขาก็ได้เอ่ยเตือนล่วงหน้าไว้เช่นกัน และเลขานุการคนนี้มีชื่อว่า ลินคอล์น

มหาบุรุษทั้งสองถูกยิงฟุบจบชีวิตลงใน อ้อมอกของภรรยาเหมือนกัน

นี่คือความเหมือนอันชวนพิศวงของผู้นำ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน แต่ปมต่างๆ ก็ยังคงเขม็งเกรียว แล้วเฝ้ารอการพิสูจน์ต่อไป



Oral-B Professional Care 1000 Power Toothbr...
$61.46
Oral-B Professional Care Deluxe Electric To...
$85.65
Oral-B Professional Care SmartSeries 5000 R...
$122.36
Oral-B Professional Care SmartSeries 4000 R...
$101.98
- Oral B Professional Care Smartseries 5000...
$124.38
Oral-B Triumph Professional Care 9950 Recha...
$165.99
Oral-B Triumph Professional Care 9400 Power...
Oral-B Professional Care 8950 Rechargeable ...
$109.31
Oral B ProfessionalCare 8900 DLX OxyJet Ora...
$94.99
Oral-B Pro White Replacement Bru...
$14.99
Oral B Precision Clean, formerly...
$22.09
Waterpik-Ultra Dental Water Jet ...
$87.99
Oral-B Professional Care 8850-DLX Electric ...
$102.99
Oral-B Professional Care 3250
$96.95
Oral-B-Professional Care 7400 Toothbrush, 1ct
$79.95
Oral-B Professional Care SmartSeries 4750 S...
$136.29
Crest 3D White Professional Whitening Pack ...
$184.99
Oral-B- Triumph Professional Care Power Too...
$145.95
Oral-B Triumph Professional Model Care 9950...
$159.99
Oral B Professional Care 8950, New two hand...
$114.95
Braun Oral-B Professional Toothbrush
$78.60
Oral-B Dual Clean 6 Pack Brush H...
$21.55
Oral-B Professional Care 8950 Re...
$109.31
Sesame Street: Vol. 2 - Old Scho...
$29.49

อาถรรพ์ Blue Diamond

อาถรรพ์ Blue Diamond

Blue Diamond = เพชรอาถรรพ์ที่เชื่อกันว่า หากผู้ที่ครอบครองไม่ใช่คนในเชื้อสายกษัตริย์ซาอุ จะมีอันเป็นไปทุกราย และเพชรเม็ดนี้มีเพียงแค่เม็ดเดียวในโลก เนื่องจากผู้ที่เจียระไนเพชรเม็ดนี้ก็ได้เสียชีวิตอย ่างลึกลับ ขณะทำการเจียระไน เลยไม่มีใครรู้การเจียระไนเพชรเม็ดนี้เลย

เพชรซาอุอยู่ที่เมืองไทย

ทั้งเพ ชรโฮปและเพชรซาอุมีเรื่องเล่ามากมาย ทั้งอาถรรพณ์และคำสาปแช่ง

"เพชรโฮป" The biggest blue diamond The Harry Winston Gallery at the Smithsonian Institute

หลายๆคนเคยเห็นเพชรโฮป [Hope Diamond] ในหนัง เรื่องไททานิค The biggest blue diamond The Harry Winston Gallery at the Smithsonian Institute เค้าว่ากันว่ามันมีอาถรรพ์ ถ้าใครสัมผัสมันคนนั้นจะถึงกาลวิบัติ

ดูอย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระ นางแมรีอังตัวแนตที่ต้องโดนบั่นพระศอด้วยกิโยติน
และเศษฐินี Mrs. Evalyn Walsh McLean ที่ครอบครัวของเธอต้อง ประสบความหายนะทั้งทรัพย์สินแล ะชีวิต ได้ขายมันให้กับพ่อค้าเพชร แล้วเขาได้นำมันมามอบให้กับชาวอเมริกันทุกคนโดยทางพัสดุไปรษณีย์ ผู้ที่เก็บรักษาและได้ครอบครองเจ้าเพชรยักษ์ที่งามล้ำเลอค่าอมตะเม็ดนี้คือ สถาบันสมิธโซเนี่ยนนั่นเอง โดยที่นาย Harry Winston เป็น ผู้บริจาคให้ การอารักขาเพชรนั้นแน่นหนา โดยมันวางอยู่ในตู้กระจกหนามากยิงไม่เข้า จนทำให้การถ่ายภาพเพชรไม่ชัด เมื่อตู้มีแรงสั่นสะเทือน เพชรจะตกลงในช่องนิรภัยเป็นทอดๆ แต่ละทอดของตู้นั้นถูกสร้างขึ้นจากวิศวกรหลายๆคน แล้วแต่ละคนไม่รู้โครงสร้างภายในของช่องแต่ละช่องนั้ นทั้งหมด เพื่อป้องกันการรู้ลู่ทาง เพชรยักษ์นี้มีสองเม็ด น้ำของมันแสนสุกปลั่ง แม้ว่ามันจะเป็นสีน้ำเงินก็ตาม กำเนิดของมันมาจากประเทศอินเดีย เม็ดหนึ่งฝังอยู่ในมหามงกุฎเอ็ดเวิร์ดของควีนอลิซเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และอีกเม็ดก็คือเพชรแห่งความหวัง

แม้จะผ่านมาเป็นเวลานานกว่า 18 ปี แล้ว ทว่า คดีเพชรซาอุฯก็ยังถือเป็นคดีที่สำคัญคดีหนึ่งของไทย ที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างชนิดไม่มีใครคาดถึง ทั้งการที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเ ทศซาอุดิอาระเบียมีรอย ร้าวลึกมา
จนถึงปัจจุบัน ภาพลักษณ์ของประเทศที่เสียไป ความด่างพล่อยของวงการตำรวจไทย

รมว.กระทรวงยุติธรรมคนใหม่จึงทำการรื้อคดีเพชรซาอุฯข ึ้นมาอีกครั้ง โดยมีความมุ่งหวังว่าทางประเทศซาอุดิอาระเบียจะเห็นึงความจริงใจและความพยายาม ในการคลี่
คลายคดีนี้ เพื่อที่จะได้พัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
กระนั้น การตามหาเพชรเม็ดสำคัญ คือ ลูไดมอนด์ กลับมาตามที่ทางประเทศซาอุดิอาระเบียร้องขอ ก็เป็นเรื่องที่ยากพอๆกับการงมเข็มในมหาสมุทร

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2532 นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยชาวลำปางที่ทำงานอยู่ในพระราชวังของ กษัตริย์ไฟซาล (King Faisal) แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ขโมยเครื่องเพชรของ เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด (Prince Faisal Bin Fahd Bin Abdul Aziz) มูลค่าหลายร้อยล้านบาทหนีกลับมาประเทศไทย ซึ่งนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฎกรรม "คดีเพชรซาอุฯ" อันลือลั่น


Optimum Nutrition Gold Standard 100% Whey, ...
$41.12
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Whey, ...
$31.51
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Natura...
$41.12
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$26.48
Optimum Nutrition 100% Any Whey Instantized...
$30.36
Optimum Nutrition 100% Natural Whey&Oat...
$25.66
Optimum Nutrition 100% Instantized Whey Pro...
$27.98
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$89.99
Optimum Nutrition 100% Egg Protein, Delicio...
$35.94
Optimum Nutrition ON Gold Standard 100% Ins...
$59.57
Optimum Nutrition 100% Natural Oats&Whe...
$35.99
Optimum Nutrition 100% Whey Gold Straw Ban,...
$42.89
Optimum Nutrition Creatine Powder 600G, Unf...
$17.70
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$21.59
Optimum Nutrition 100% Whey Protein, Double...
$27.98
Optimum Nutrition 100% Whey Gold, Standard ...
$55.00
100% Casein Protein-Optimum Nutrition Insta...
$42.18
Optimum Nutrition After Max Post-Workout Ma...
$37

ความเหมือนหรือแค่บังเอิญของ "ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"

ความเหมือนหรือแค่บังเอิญของ "ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"

อาถรรพ์หมายเลขศูนย์ แต่คราวนี้มาดูความเหมือนที่ทำให้ขนลุกเลย เราก็ยังไม่ไปไหน ยังอยู่ที่ประวัติศาสตร์อเมริกาเหมือนเดิม อิอิอิ เรื่องราวอาถรรพ์เกี่ยวกับประธานาธิบดี ของสหรัฐอเมริกายังคงไม่มีแต่อาถรรพ์หมายเลขศูนย์เท่านั้น นักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้ารวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับปมสังหารประธานาธิบดีคนดังอย่าง อับราฮัม ลินคอล์น และ จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ได้พบกับเรื่องราวเหลือเชื่อ ชวนพิศวงเพราะเงื่อนปมของคนทั้งสอง ต่างมีความคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ไม่ใช่ในแง่รูปร่างหน้าตา แต่ในแง่มุมของชีวิตการทำงาน เรื่อยไปถึงวาระสุดท้ายของบุคคลทั้งสอง และต่อไปนี้คืออาถรรพ์ที่เล่นตลกร้ายกับ มหาบุรุษทั้งสอง เรามาดูปมพิศวงที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกันดีกว่า

ประเด็นแรกที่คนทั้งโลกต่างก็รู้คือ ทั้งลินคอล์นและเคนเนดี้ถูกลอบสังหารจาก ผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนโยบายของบุคคลทั้งสอง

ย้อนไปในปี ค.ศ. 1847 อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกจากประชาชน รัฐอิลลินอยส์ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ( สภาครองเกรส ) เป็นครั้งแรก

ถัดมาอีก 100 ปี ในปี ค.ศ. 1947 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ได้รับเลือกจากรัฐแมสซาชูเตส์เข้าสู่สภาครองเกสเช่นกัน

ปี ค.ศ. 1856 ลินคอล์นถูกเสนอชื่อจากพรรคริพับลิกัน เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี อย่างไม่ มีใครคาดคิดมาก่อน แต่เขาล้มเหลวไม่ได้รับเลือกตั้ง

4 ปีต่อมา ลินคอล์นถูกเสนอชื่ออีกครั้งให้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะเต็งหนึ่ง

ปีค.ศ. 1956 หรือ อีก 100 ปีต่อมา เคนเนดี้ได้รับ การคัดเลือกจากพรรคเดโม แครตให้เข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

4 ปีต่อมา เขากลับมาอีกครั้งในฐานะเต็งหนึ่งในการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ อเมริกา

ปี ค.ศ. 1860 ลินคอล์นเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา จากผล Electoral College

100 ปีต่อมา เคนเนดี้ก็เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง จากผล Electoral College เช่นกัน

เป็นเรื่องน่าพิศวงอีกว่าลินคอล์นใช้ เวลา 13 ปีนับจากวันที่เดินเข้าสู่สภาครองเกส ในปี ค.ศ. 1847 แล้วก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1860

ส่วนทางด้านเคนเนดี้เองนั้นได้รับเลือก เข้าสภาครองเกสในปี ค.ศ. 1947 หรือ และดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1960 หรืออีก 13 ปีต่อมานั่นเอง

แถมยังมีระยะเวลาห่างจากลินคอล์น 100 ปีพอดีเสียอีก

ยังไม่จบเรื่องความพิศวงของประธานาธิบดี คู่นี้เพราะนี่เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น ทั้งลินคอล์นและเคนเนดี้ในขณะลงชิงชัย ตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นก็ต่างส่งผู้ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ต่างก็ส่งผู้ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีที่มีนามสกุลเหมือนกัน คือ จอห์นสัน

ฝ่ายลินคอล์น นั้นมีชื่อว่า แอนดรู จอห์นสัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1808

ส่วนเคนเนดี้นั้น มีชื่อว่า ลินดอน จอห์นสัน เกิดปี ค.ศ. 1908

ต่างกัน 100 ปี พอดี เหมือนกัน ปมพิศวงยังคงดำเนินต่อไป

ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1865 ประธานาธิบดีลินคอล์นเดินทางไปชมละครกับ ภรรยาแล้วถูกลอบสังหารจากชาวใต้หัวรุนแรง นามว่า จอห์น บูธ ผู้ซึ่งโกรธแค้นประธานาธิบดีลินคอล์นตั้งแต่สมัยสงคราม การเมืองสหรัฐอเมริกา จอห์น บูธ ถูกตำรวจไล่ล่าและถูกสังหารในโรงเก็บของ โดยมีเงื่อนปมว่าการสังหารบูธในครั้งนี้ อาจเป็นการฆ่าตัดตอน เพื่อไม่ให้สืบสาวถึงผู้บงการตัวจริง

ปี ค.ศ. 1963 เคนเนดี้เดินทางไปปราศรัยหาเสียงที่เมืองตัลลัส รัฐเท็กซัส ด้วยการนั่งรถเปิดประทุนไปกับภรรยา และถูกลอบสังหารจากลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ ผู้ซุ่มอยู่ที่โรงเก็บของบนหลังคาตึก

การตายของมหาบุรุษทั้งสองเป็นปริศนาดำ มืดที่ยังไม่คลายปมมาจนถึงทุกวันนี้และหากจะย้อนกลับไปดูอีกสันนิด ก็จะพบเรื่องชวนพิศวงอีก นั่นคือ

ขณะที่ลินคอล์นจะออกไปดูละครนั้น เลขานุการส่วนตัวได้ทักท้วงมิให้เขาออกไป เลขานุการคนนี้ชื่อ เคนเนดี้

ส่วนเคนเนดี้นั้น เลขานุการเขาก็ได้เอ่ยเตือนล่วงหน้าไว้เช่นกัน และเลขานุการคนนี้มีชื่อว่า ลินคอล์น

มหาบุรุษทั้งสองถูกยิงฟุบจบชีวิตลงใน อ้อมอกของภรรยาเหมือนกัน

นี่คือความเหมือนอันชวนพิศวงของผู้นำ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกานี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน แต่ปมต่างๆ ก็ยังคงเขม็งเกรียว แล้วเฝ้ารอการพิสูจน์ต่อไป


มะรุม พืชมหัศจรรย์

มะรุม พืชมหัศจรรย์

เขียน โดย D.Healer เมื่อ 17 เมษายน 2008 - 04:55pm

มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :

ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ใน คนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับ ประทาน

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก ผัก อีฮุม หรือผักอีฮึมภาคเหนือเรียก มะค้อมก้อนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก กา แน้งเดิงส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียกผัก เนื้อไก่เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝัก มะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่องผงนัวกับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืช มหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหาร พื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบ ประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะ กับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาว ญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษา โรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับ ประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิ แพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

ชะลอความแก่
กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและ กรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนต โคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จาก มะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซ ยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็ง ที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรค มะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม


ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับ ยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหาร ไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอร อลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มี ค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมา แต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดีย สามารถวัดผลได้ใน เชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้ สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้


เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.

นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550



Shopping Cart
WHEELCHAIR

ตัว เลข...มหัศจรรย์แห่งโชคลาง

ตัว เลข...มหัศจรรย์แห่งโชคลาง

อาถรรพ์ของตัวเลข เป็นอีกเรื่อง หนึ่งที่ผู้คนให้ความสนใจและเชื่อถือกันมายาวนาน ไม่เพียงแต่ประเทศเราเท่านั้น เพราะแม้แต่ต่างประเทศก็มีความเชื่อเรื่องของตัวเลขแตกต่างกันออกไป นั่นเป็นเพราะชีวิตของเราต้องพัวพันอยู่กับตัวเลขอยู่ ตลอดเวลากระมัง ไม่ว่าจะเป็น วัน เดือน ปีที่เกิด เวลา เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียนรถ เลขที่บ้าน ล้วนแล้วแต่ต้อง เกี่ยวข้องกับตัวเลขทั้งสิ้น จึงทำให้ความเชื่อ เรื่องตัวเลขเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันได้แทบทุกเรื่อง ถ้าไม่เชื่อ! ลองตามไปดู ความเชื่อในตัวเลขต่างๆ กันดู เอาแค่เบาะๆ

ความ เชื่อในเรื่องของตัวเลขแต่ละชนชาติมีความเชื่อที่แตกต่างกันไป สำหรับเลข 7 คนยุโรปถือว่าเป็นเลขที่ดีและให้โชคลาภ เป็นเลขศักดิ์สิทธิ์และมีอำนาจพิเศษ ยิ่งถ้ามีหลายๆ ตัวจะยิ่งทำให้เกิดโชคดีมากขึ้นไปอีก ตรงกับความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ถือว่าเลข 7 เป็นเลขมงคล เพราะเลข 7 คนญี่ปุ่นอ่านว่า ชิจิ อีกทั้งเลข 7 ยังเป็นความเชื่อเกี่ยวกับความรักตามแบบฉบับของฝรั่งอีกด้วย เรื่องราวอาถรรพณ์ของเลข 7 กับทฤษฎี "เซเว่น เยียร์ อิทส์" (seven year itch) มีอยู่ว่า ใครที่เป็นแฟนกันแล้ว 7 ปี หากยังไม่แต่งงานใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจะต้องมีเหตุให้เลิกรากันไป ที่มีมูลเหตุมาจากผลงานวิจัยของชาวต่างชาติในเรื่องคุณภาพของชีวิตสมรสที่ เริ่มต้นแบบหวานแหววเหมือนกันหมด และจะเริ่มตกลงในราวปีที่ 7 ที่ความรักเริ่มจืดจางลง

เมื่อ วันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 เป็นอีกวันหนึ่งที่ตอกย้ำกระแสความเชื่อแห่งตัวเลข เมื่อผู้คนพากันทำกิจกรรมอันเป็นมงคลต่างๆ ในวันนี้ ไม่ว่าจะแต่งงาน คลอดบุตร จัดงานรื่นเริงต่างๆ และส่งอิทธิพลมาถึงเมืองไทยอย่างง่ายดาย เมื่อทารก คนหนึ่งได้คลอดออกมาบนรถแท็กซี่ ทะเบียนรถ 7777 ทำให้คนไทยได้ฮือฮาไปด้วย แต่ สำหรับคนไทยจริงๆ แล้ว มีคำกล่าวโบราณเป็นความเชื่อทางโหราศาสตร์ที่ว่า โทษทุกข์ทายเสาร์ เลข 7 เป็นเลขแห่งความทุกข์ ความอมทุกข์ จึงมักถือว่าเป็นเลขไม่เป็นมงคลนักสำหรับคนไทย

เลข 8 สำหรับคนญี่ปุ่น ถือว่า เป็นเลขมงคลอีกเลขหนึ่ง มีความเชื่อว่าเป็นเลขแห่งความสมบูรณ์ ความสมดุล มีที่มาจากความเชื่อเรื่องศาสตร์แห่งความสมดุลของขงจื๊อ รวมทั้งความเชื่อในนิกายเซน ซึ่งไปพ้องกับความเชื่อของคนญี่ปุ่น

ส่วนชาวจีน ที่ทำการค้าจะชื่นชอบเลข 8 เป็นที่สุด เพราะ 8 ในภาษากวางตุ้งไปพ้องกับคำที่มีความหมายว่า ร่ำรวย มั่งมี ตั้งแต่เปิดประเทศมานั้นชาวกวางตุ้งเป็นรุ่นแรกๆ ที่เริ่มทำการค้าและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง คนจีนในมณฑลอื่นๆ จึงถือเป็นแบบอย่างในการทำธุรกิจและถือเลข 8 เป็นเลขมงคลตามอย่างคนกวางตุ้งรวมทั้งยังหมายถึง 8 เซียน หรือโป๊ยเซียน ที่คอยดูแลปกป้องรักษา อีกทั้งยังไปคล้องกับสัญลักษณ์ความเป็นนิรันดร์ในยุโรป แต่เลข 8 ในความเชื่อของไทยมักเป็นเลขไม่ดี เลขแห่งราหู หมายถึงการทะเลาะวิวาท ความเดือดร้อน

แม้เลข 8 จะมีรูปทรงสมมาตรสวยงามและเป็นเลขนำโชคของคนจีน แต่อย่านำเลข 8 สองตัวมาใช้ในยุโรปเด็ดขาด ถ้าไม่อยากโดนเข้าใจผิดว่าคุณเป็นพวกนิยมนาซี เพราะในยุคฮิตเลอร์เรืองอำนาจ ชาวเยอรมันจะตะโกนว่า Heil Hitler เมื่อ ย่อเป็นภาษาเขียนก็จะกลายเป็น HH ซึ่งมีรูปร่าง คล้ายหมายเลข 88 และตัว H ยังเป็นตัวอักษรตัวที่ 8 ของภาษาอังกฤษอีกด้วย เลข 88 จึงมีการนำมาใช้เพื่อประกาศว่า ข้าเป็นนาซี ซึ่งพบเห็นได้บ่อยๆ ใน email address หรือชื่อ websiteของกลุ่ม นีโอนาซีที่มักลงท้ายด้วยเลข 88

เลข 9 สำหรับคนไทยคงรู้กันดีว่า เป็นเลขมงคลที่อยู่คู่กันมาช้านาน เพราะเชื่อว่าเลข 9 ออกเสียงพ้องกับคำว่า ก้าว หมายถึง ก้าวไปข้างหน้า ส่งผลให้ตัวเลข 9 กลายเป็นเลขมงคลที่คนไทยนิยมมากทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะทะเบียนรถที่มีเลข 9 เยอะๆ นี่ราคาดีอย่าบอกใครเชียว ผิดถนัดกับหนุ่มสาวแดนปลาดิบที่ดูจะไม่ชอบเลข 9 เอาเสียเลย เพราะตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้น เลข 9 ในภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า คุ ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำที่หมายถึง ความยากลำบาก จึงถือว่าไม่ดีและไม่ งาม โดยเฉพาะบรรดานักเรียน ม.ปลาย ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยถือว่าสำคัญต่ออนาคตของหนุ่มสาวญี่ปุ่นมาก ถ้าใครได้ทะเบียนสอบหมายเลข 9 ถือว่าซวยสุดๆ เห็นทีคงต้องสะเดาะเคราะห์กันขนานใหญ่ สำหรับคนจีน เลข 9 ถือเป็นเลขมงคลเช่นกัน เนื่องจากเป็นเลขที่มีค่ามากที่สุดจึงเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ ความเป็นที่สุด นอกจากนี้เสียงอ่านของเลข 9 ยังพ้อง เสียงกับคำว่า นาน ยาวนาน ที่แสดงถึง การมีอายุยืน จึงทำให้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลข 9 จึงครองใจ ชาวจีนตลอดมาไม่ต่างจากคนไทย

เลข 13 เป็นอีกเลขหนึ่งที่ยอดฮิตเหมือนกัน แต่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับความโชคร้ายของฝรั่งเขา อาถรรพณ์เลข 13 นั้น ชาวคริสต์มีความเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคล เนื่องจากเป็นอาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ที่เรียกกันว่า "เดอะ ลาสต์ ซัปเปอร์" (The Last Supper) ที่มีสาวกร่วมโต๊ะ พร้อมหน้ากันกับพระองค์รวม 13 คน และความเชื่อว่าวันศุกร์เป็นวันโชคร้ายเพราะเป็นวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง กางเขน และเป็นวันที่อดัมกับอีฟละเมิดกัดแอปเปิ้ลต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้าในสวน เอเดนจนต้องถูกขับไล่ออกมา ยิ่งกว่านั้นยังเชื่อว่าเป็นวันที่อดัมกับอีฟล้มตายจากโลกอีกด้วย ดังนั้นเมื่อวันศุกร์ตรงกับวันที่ 13 จึงเป็นวันที่เลวร้ายมากวันหนึ่งของฝรั่งเขาเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าลิฟของต่างประเทศมักจะไม่มีชั้น 13 นอกจากนี้เลข 13 มีอิทธิพลขยายไปอย่างกว้างขวางในอเมริกาและยุโรป ที่ทำให้นักเดินเรือในบางประเทศไม่ยอมออกเรือในวันที ่ 13 และที่แปลกไปกว่านั้นในประเทศตุรกีถึงขนาดตัดเลข 13 ออกจากสารบบของตัวเลขกันไปเลยทีเดียว

อีกเลขหนึ่งที่หลายชาติ ส่ายหน้าคือเลข 4 เนื่องจากในภาษาญี่ปุ่น 4 อ่านออกเสียงว่า ชิ ความตายก็อ่านว่า ชิ เช่นเดียวกัน ซึ่งออกเสียงคล้ายกันมาก จึงทำให้ห้องตามอพาร์ตเมนต์หรือโรงพยาบาลในญี่ปุ่นจะ ข้ามเลข 4 มีแต่ห้อง 1 2 3 ห้องต่อไปเป็นเลข 5 โดยที่ไม่มีเลข 4 ให้เห็นเลย สอดคล้องกับความเชื่อของช่วยจีนที่ 4 ออกเสียงคล้าคำว่า ซี้ ที่แปลว่าตายเช่นเดียวกัน

นี่ว่ากันแค่เบาะๆ สำหรับความเชื่อเรื่องตัวเลข ตัวเลขยังมีอิทธิพลอีกมายมายกับชีวิตมนุษย์ แทบจะทั้งโลกก็ว่าได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าด้วยเหตุผล อะไร ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่ตัวเลข แต่ไม่ว่าใครก็อดเสียไม่ได้ที่จะเชื่อ ที่จะถือ ที่จะสรรหาเลขที่เชื่อว่าเป็นมงคลสำหรับตัวเองมากที่สุด ถ้าอยากรู้ว่าตัวเลข ยังมีอิทธิพลมากมายอีกสักแค่ไหน คงต้องติดตามตอนต่อไป เพราะเรื่องมันยาว เล่าอย่างไรก็ไม่หมด


10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวสุดสยอง

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวสุดสยอง

อันดับ 10 สุสานมัมมี่ ปานาโม อิตาลี (LAS CATACUMBAS DE LOS CAPUCCINOS)
เป็น สุสานใต้ดินเก่าแก่ตั้งอยู่ในใต้อารามนักบวชคาปูชิน แห่งโบสถ์ฟรานซิสกัน ของคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก ที่เมืองปาร์เลอโม (PARLEMO) เกาะซิซิลี ที่นี้มีซากมัมมี่กองเต็มไปหมด จะเป็นชุมชนแออัดอยู่แล้ว ถึงขนาดที่บางศพที่มาทีหลัง ไม่มีที่ให้ยืนสบายๆ ต้องถูกแขวนไว้กับตะขอ บนผนังโน่น และถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอแต่ศพนั่ง.....นอน...... ยืน...... และเดิน เอ๊ย เดินไม่มี บางตัวละยังคงสวมเครื่องแต่งกายเหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตด้วย มีมัมมี่เด็กด้วยนะ เป็นผู้หญิงอายุ 8 ขวบชื่อโรซาเลีย ลอมบาร์โด (ROSALIA LOMBARDO) ที่ดองไว้70 - 80 ปีแล้วด้วย หน้าตายังน่ารักเหมือนคนนอนหลับเลย สถานที่นี้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว(จะมีคนไปเหรอ) จำกัดเวลาครับ อยากไปร้องถามไถ่ดูละกัน

อันดับ 9 อุโมงค์ที่ฝรั่งเศส กรุงปารีส (Pont de L'Alma)
สถานที่ เจ้าหญิงไดอาน่าประสบอุบัติเหตุอุบัติเหตุรถคว่ำ สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2540 และยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจคนทั้งโลกว่าอุบัติเหตุหรือ ถูกฆาตกรรม เพราะในคืนที่เกิดโศกนาฏกรรม มีการเปลี่ยนเส้นทางรถยนต์ไปยังอุโมงค์ Pont de L'Alma อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่จุดหมายเดิม คือการเดินทางไปยังอพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชาย และทำไมวิทยุสื่อสารของตำรวจในกรุงปารีส ไม่สามารถใช้การได้โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงเดินทางเข้าสู่อุโมงค์ จนเกิดเหตุร้ายและไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อขอรับการช่วยเหลือเพื่อรักษา พระชนม์ชีพของพระองค์ได้อย่างทันท่วงที เป็นความบังเอิญจริงหรือ?

อันดับ 8 เทือกเขาร็อกกี้ โคโลราโด (Colorado Rockies)
ที่สยองคือ ภูเขานี้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น เป็นเรื่องของมนุษย์กินคน ที่ไม่ใช่คนป่า ปี 1874 ในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด คณะนักสำรวจหกคนได้ขุดอุโมงค์ในหุบเขาโคโลราโด ต่อมาอุโมงค์เกิดถล่ม การสื่อสารถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และต่อมา ฤดูใบไม้ผลิมีเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมาจากหุบเขาโคโลราโด อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี เขาคนนี้มีนามว่าอัลเฟร์ด แพคเกอร์ และเมื่อเขาออกมาก็ถูกจับเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากินเพื่อนของเขาสองคนเพื่อ มีชีวิตรอดเพราะอาหารหมดและเพื่อนก็ตายไปทีละคนทีละคน เขาเลยอดใจไม่ไหวกินเป็นอาหารเสียเลย

อันดับ 7 ปาปัวนิวกินีเป็นเกาะอยู่ทางเหนือ ของทวีปออสเตรเลีย

ประกอบ ด้วยชนเผ่าต่างๆมากกว่า 700 เผ่า แต่ละเผ่าต่างคนต่างอยู่ การเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากมาก เพราะพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และใครอยากเห็นมนุษย์กินคนก็ต้องเข้าไปลึกหน่อยนะ โชคดีอาจไปทันตอนคืนพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะ และกินซุปเนื้อมนุษย์ วิธีปรุงอาหารรายการนี้ง่ายมาก นำน้ำใส่หม้อดินขนาดใหญ่ต้มให้เดือด บั่นศพมนุษย์ที่ตายทั้งสองฝ่ายให้มีขนาดที่จะใส่ในหม้อนั้นได้ใส่ลงในหม้อ นำผักชนิดต่างๆ รวมทั้งมันและเผือกใส่รวมลงไปด้วย ต้มจนสุกและเปื่อยดีแล้วก็ตักออกมากินกัน ส่วนคนที่ยังไม่ตายก็มัดไว้ก่อนและค่อยๆ ฆ่าให้ตาย นำมาปรุงเป็นอาหาร กินเลี้ยงกันในคืนต่อๆ มารองเท้าหนัง ถุงเท้า ตลอดจน เสื้อผ้าก็ถูกนำมาต้มจนเปื่อย และกินจนหมดสิ้นเช่นเดียวกัน สำหรับหัวกะโหลกเก็บไว้ เป็นเครื่องประดับตามบ้านเรือนสวยงามมาก

อันดับ 6 โรงงานนรก "ค่ายเอาชวิตซ์" (Auschwitz)
สยองที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับ "ค่ายเอาชวิตซ์" (Auschwitz)ที่ใกล้เมืองเอาชวิ ตซิน โดยค่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อสังหารชาวยิวด้วย การรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา โดยมีเหยื่อที่โดนถึง 1 ล้านสองแสนคน จากที่ต่างๆ ทั่วยุโรป จํานวน 22 ล้านคน ไปที่ค่าย โดยขนไปทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร และปัจจุบันสภาพยังเหมือนเดิมทุกประการไม่ว่าเตารมแก๊ส เตาเผา ค่ายพัก คุก มีกลิ่นแห่งความตายติดมาด้วย พร้อมกับความวังเวง เมื่อท่านไปก็อาจเจอผีชาวยิวที่ไม่ไปเกิดอีก ได้สองเด้ง

ปัจจุบัน เอาชวิตซ์เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีนักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งของ โปแลนด์ ซึ่งพยายามรักษาสภาพ เอาชวิตซ์ให้ใกล้เคียง สภาพเดิมให้มากที่สุด

อันดับ 5 ปอมเปอี (Pompei)

ปอมเป อีเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคม ของอาณาจักรโรมัน กระทั่ง ถูกภูเขาไฟระเบิดถล่มทั้งเมือง ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สยองขวัญมาก เค้าหล่อรูปคนตายในท่าที่ถูกลาวาทับไว้ ก็เลยเป็นสถานที่แสดงท่าหนีตายของชาวเมืองไปเพราะวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยง แข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย"

ปัจจุบัน เมืองโบราณปอมเปอีได้รับการฟื้นฟู องค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997

อันดับ 4 คุก และหอคอยลอนดอน (Tower of London)
หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ สถานที่เกิดเหตุแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 900 ปี นองเลือด ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เคยเป็นป้อมปราการ, ปราสาทราชวัง, คุก แดนประหาร เป็นสถานที่ตัดหัวของแอนน์ โบลีน พระสนมในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่ทุกวันนี้วัน ดีคืนดียังมีคนเห็นแอนน์ โบลีนถือหัวและร้องครวญอย่างทรมาน ไม่รวมกับอีกหลายวิญญาณที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหอคอยแห่งนี้ซึ่งมักจะส่งเสียง ร้องขอชีวิต หรือเสียงลากโซ่ตรวนให้ผู้คนได้ยินและปรากฎให้เห็นเป็นระยะๆ จึงทำให้ที่นี่ยังคงโด่งดังเรื่องความหลอนตลอดกาล

ปัจจุบันหอคอย ลอนดอนเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารและหอคอยหลายหลัง ที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆ ของยุคกลาง และมีอีกาดำด้วย ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ

อันดับ 3 ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย
ปราสาทที่ เป็นแหล่งที่มาของนิยายผีดูดเลือด แดรกคิวล่า ที่ว่าน่ากลัวคือเจ้าชายจอมเสียบ วลาด ดารคูลา ผู้เป็นเจ้าของปราสาท แกชอบเอาจับเอาเหล่าเชลยมาเสียบด้วยไม้แหลมจากก้น จนทะลุขึ้นไปซีกบน แล้วก็เอามานั่งเรียงรายกันไปในบริเวณกว้างๆ เช่นกำแพงเมือง หรือ สนามหญ้าใหญ่ๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ เขาก็จะนั่งดินเนอร์ดูการประหารด้วยวิธีนี้เสียตรงนั้น เลย...................อืมอร่อย ส่วนปราสาท ปัจจุบันยังอยู่ครับ แต่...........มันทำไมอยู่สูงจัง ใครจะไปก็อดทนหน่อยล่ะ ปีนขึ้นไปดูเอง

อันดับ 2 อัลคาแทรซ, ซานฟรานซิสโก (Alcatraz)
นี่คือคุกที่มีชื่อ เสียงที่สุดของอเมริกา อัลคาแทรซ (Alcatraz) สถานที่คุมขัง อัลคาโปน เจ้าพ่อชื่อดัง และภายในคุกสยอง วังเวงจริงๆ และได้ฉายาว่าเดอะร็อกเป็นคุกที่ไม่มีใครแหกสำเร็จ ถึงแม้จะมีนักโทษพยายามใช้ของชิ้นเล็กๆ ตัดซี่กรงเหล็กและแอบว่ายน้ำหนีออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดไปได้ นักโทษหลายคนตายในห้องขังที่นี่ ส่วนหนึ่งตายเพราะบาดแผลติดเชื้อ และนี่เองเป็นที่มาของเสียงประหลาดมากมาย เช่น เสียงตัดเหล็ก เสียงปิดประตูห้องขัง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง ปัจจุบันคุกนี้เปิดเป็น สถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สามารถค้างคืนได้ด้วยนะจะบอกให้

อันดับ 1 อนุสรณ์สถานแห่งคิลลิ่ง ฟิลด์(Killing Field)
ใครจะว่าไง ไม่รู้ แต่ผมยกให้สถานที่นี้คือสุดยอดที่สุดแล้ว เพราะมันอยู่ใกล้บ้านเรา กัมพูชาเองจ้า เลิกซะทีเถอะข้ามพรมแดนไปเล่นการพนัน หันมารู้ประวัติศาสตร์ที่แสนโหดร้ายกันบ้างกับ โดยสถานที่นี้เป็นอนุสรณ์รำลึกความโหดร้ายในยุคเขมรแดงที่นำโดยเฮียพอลพต ที่สั่งฆ่าชาวเขมรนับล้าน ศพมากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นกะโหลกไร้ญาติ(ไม่สามารถระบุได้ว่าคนตายเป็นใคร) ได้ถูกนำมารวมไว้ที่นี้ และมีรูปผู้ตายที่นับล้านให้ดูไว้ให้สงสาร คืนดีคืนดีบางคืนอาจได้ยินเสียงกะโหลกร้องระงม ฟังแล้วได้บรรยากาศมาก อีกที่ก็ ตุล สาเลช คุกเถื่อนซึ่งในอดีตเป็นโรงเรียนมัธยม ที่นั้นมีคนมาถูกฆ่าไม่เว้นวันและบางรายถูกนำมาทรมานเยี่ยงสัตว์ ก่อนตายอย่างสยอง