Monday, May 31, 2010

สาม เหลี่ยมเบอร์มิวดา

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เรือ เดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


เรือ เดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และสาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าสาหร่ายซากัสซั่ม สาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณซึ่งเคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก

พลัง ลึก ลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา


ท้องทะลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้า ไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือ ต่อไปอีกนาน อาณาเขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล ภูเขาทะเลคือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ ์ใด ๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่ เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้าง
ก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่า สู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วน ถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป

พวก เหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุก อยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็นพวกฟินีเชีย นและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ ปรากฏคือรอยแกะสลักบนแผ่นหินของ พวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่าเรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตราย มาได้ เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มี แรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วยสาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือ ทั้งหลาย ให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาดมหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมับริเวณรูป สามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทร แอ็ตแลนติคภาคตะวัน ตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาและจากฟลอริดามุ่งตรงไปทาง ตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณา บริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมและอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่ง กำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเราในปัจจุบัน เป็นสิ่งลึกลับและเหลือ เชื่อหากจะบอก ท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือ เดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสาม เหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลา กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใด ๆ ของเรือ หรือ เครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม- เบอร์มิว ดา ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า หาสาเหตุ แห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไมเครื่องบินที่หายไปเหนือพื้น ทะเลแห่งนี้ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทาง เป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบและ แจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไป อย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่ จะแจ้งข่าวทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน

เข้า

ก่อน ที่ เครื่องบินจะหายสาบสูญ

ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบิน มีเวลา พอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติ มายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุน ปั่น จะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุไดฃอุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้ รับรายงานการ สูญหาย หน่วยยามฝั่งที่ เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออแต่ก็ประสบความ ล้มเหลว ที่จะพบพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง


และในที่สุด กองทัพเรือสหรัฐ ก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใด ๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่อราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่าง ๆ และเชื่อว่า จะต้องมี แรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายใน บริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีข่าวรายงานว่า มี นักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือ ฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี จวบจน กระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใด ที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับและ ความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ไม่ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏ อยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้มีผู้ให้ความคิดเห็นและคำอธิบายเกี่ยวกับ เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก ็ว่าเนื่องมา จากความปั่นป่วน ของท้องน้ำ ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด จากแผ่นดินไหว ใต้มหาสมุทร หรือเกิดจากอุกาบาตเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น ได้พุงเข้าชนเครื่องบิน และทำให้เกิดระเบิดขึ้นมา รังควานเป็นครั้งเป็นคราว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ที่อาจ เป็นไปได้ว่า เครื่องบินและเรือเหล่านั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปยังอีกมิติหนึ่งด้วยการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญา สูง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง อีก ทฤษฏีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เหตุผล
ว่า เครื่องบินอาจพุ่งดิ่งลงสู่ทะเล เพราะแรงดึงดูด ของ สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือแรงโน้มถ่วงของโลก ที่เกิดจากฝีมือการกระทำของสิ่งมีชีวิต ที่มีปัญญาสูง เมื่อเครืองบิน นั้นร่อนลงสู่พื้นน้ำนักบินและลูกเรือก็จะถูกจับตัวโดย มนุษย์จากจานบิน (UFO) ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกพวก หนึ่ง ที่ไม่คุ้นเคยกับชาวโลก ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ที่เหลือรอดมีชีวิต สืบต่อกันมาจากสงครามนิวเคลียร์มหาประลัย ที่เกิดขึ้น ในกาลก่อน หรือเป็นมนุษย์ จากอวกาศนอกโลก หรือมนุษย์ในอนาคต ที่ต้องการ รวบรวมตัวอย่างการดำรงชีวิตของ ชาวโลก เพื่อการศึกษาค้นคว้า หรือป้องกันภัย ที่จะเกิด จากอาวุธนิวเคลียร์ ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีอยู่หลายกรณีเกี่ยวกับการสืบสวนความลึกลับของเรื่องนี้ ที่เจ้าหน้าที่มุ่งตรงใน ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับท้องทะเลโดยเฉพาะเพราะแม้ว่า เราจะอยู่ในสมัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ อวกาศก็ตาม แต่ความลึกลับของท้องทะเล ยังคงเป็นสิ่งมืดมน สำหรับพวกชาวโลกอยู่ ก่อน อื่นเราจะต้องรับความจริงที่ว่า 3 ใน 5 ส่วนของพื้นใต้มหาสมุทร เรา ยังรู้จักกันน้อยกว่า ปล่องภูเขาไฟในดวงจันทร์ หรือพื้นราบบนดาวอังคารเสียอีก เรามีแต่แผนที่ทางทะเล ที่เขียนขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากการ สำรวจโดยใช้เสียงสะท้อนของโซน่า ใช้เครื่องดำน้ำลึก หรือเรือดำน้ำที่มีเขตจำกัดสำรวจได้เฉพาะพื้นน้ำที่ไม่ลึกนัก เท่านั้น และความประสงค์ ส่วนใหญ่ จะมุ่งเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำ มัน และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นเอง เรายัง ไม่อาจจะทราบได้ว่า ในส่วนก้นบึ้งที่ลึกที่สุด มีอะไรที่จะสร้างความประหลาดใจ อย่างใหญ่หลวงให้แก่พวกเราบ้าง พื้นทะเลลึกและหุบเหวใต้ท้องทะเล อาจจะเป็นที่อาศัย
ของสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองและฉลาดเกินกว่าเราจะคาดคิด ก็เป็นได้ ความลึกลับมหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเล หาได้หยุดยั้งเพียงเท่าที่กล่าวมาแล้วไม่ นิยายปรัมปรา เล่าลือสืบต่อเนื่องกันมา เกี่ยวกับพิภพ และสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล โดย ไม่มีวันจบสิ้น และยิ่งการค้นพบหลักฐานซากเมืองโบราณ ใต้พื้นน้ำ ลึกเป็นพัน ๆ ฟุต ในหลายส่วนของพื้นมหาสมุทรทั่วโลก ยิ่งทำให้เรื่องพิลึกกึกกือได้รับความสนใจจาก ความอยากรู้ อยากเห็นของชาวโลกยิ่งขึ้น เราเคยทราบวัฒนธรรม และความรุ่งโรจน์ ของ ชาวเมืองแอตแลนติส โบราณจากบันทึกของ มหาปราชญ์เพลโตเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนักโบราณคดีและภูมิศาสตร์ ต่างเชื่อมั่นว่าอาณาจักรแอตแลนติก อันเคยรุ่งเรือง ด้วยอารยธรรมมาก่อนนั้นมีจริงขณะนี้เมืองทั้งเมืองได้จมหายอยู่ใต้พื้น มหาสมุทร แอตแลนติคที่ใดที่หนึ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่โคลัมบัสเมื่อห้า ร้อยปีก่อน คือส่วนหนึ่งของ กระแสน้ำอุ่น กัลฟ์ตรีมที่เรียกกันว่าสายน้ำขาว พื้นน้ำบริเวณนี้จะมองเห็นสุกใส ด้วย แสงเรืองเป็นทางยาว ระยะทางเป็นไมล์ๆ ใกล้ๆกับ บาฮามัส ซึ่งในปัจจุบันแสงเรือง บนพื้นน้ำเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่การตรวจสอบของนักวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดการเรืองแสงของจุลินทรีย์ในน้ำที่ถูกฝูงปลารบกวนหรือเป็นแสงเรืองที่ เกิด จากกัมมันตภาพรังสี หรืออาจเป็น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาใต้ท้องทะเลกันแน่ และยิ่งกว่านั้น มีเหตุผลพอจะทำให้เชื่อได้ว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถวนั้นอาจเป็นที่ตั้งฐาน ใต้น้ำ ของชาวนอกโลก ที่ มาศึกษาชีวิตความเป็นไปในโลกของเราก็ได้ และแสงเรือง ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณให้ยานอวกาศของพวก เขาทราบตำแหน่งที่ตั้งและมองเห็นได้ ชัดเจน ก่อนที่ยานอวกาศจะเข้าสู่บรรยากาศโลก เหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าว
มานี้ท่านอย่าเพิ่ง เชื่อปักใจ ไปกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัด ปรากฏการณ์ประหลากชองสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ ที่มืดมนสำหรับเราอยู่ ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบิน ในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ

เมื่อ นำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมมีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและแล่งหินประการังมีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่อง ใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วยกระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่าง ๆ นี้พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทางทำให้ปลาที่ว่ายวน อยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วย กำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตรายต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว
ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วย คนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว


อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบินให้จมลง สู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยากพายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็น เกลียวสูงนับร้อยๆฟุตกลาง อากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมาที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีปรากฏารณอย่างหนึ่งที่อาจเป็น อันตรายต่อเครื่องบินได้ คื่อากรผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใดที่เรียกกันว่า "แค๊ท" (Cat - clear air turbulenec) โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเนหรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะ ภูมิกาศโดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศสาเหตุของ ปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลม
พัดแรงและรวดเร็วจะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่ายแต่ อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้นจะต้องไม่ใช่ สาเหตุการหายสาบสูญของเครื่องบินทุกลำในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่าง ๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบอน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไปการแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับและเข็มทิศประจำ เครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทร ได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบายหรือทราบสาเหตุของมันได้ มาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา



Oral-B Professional Care 1000 Power Toothbr...
$61.46
Oral-B Professional Care Deluxe Electric To...
$85.65
Oral-B Professional Care SmartSeries 5000 R...
$122.36
Oral-B Professional Care SmartSeries 4000 R...
$101.98
- Oral B Professional Care Smartseries 5000...
$124.38
Oral-B Triumph Professional Care 9950 Recha...
$165.99
Oral-B Triumph Professional Care 9400 Power...
Oral-B Professional Care 8950 Rechargeable ...
$109.31
Oral B ProfessionalCare 8900 DLX OxyJet Ora...
$94.99
Oral-B Pro White Replacement Bru...
$14.99
Oral B Precision Clean, formerly...
$22.09
Waterpik-Ultra Dental Water Jet ...
$87.99
Oral-B Professional Care 8850-DLX Electric ...
$102.99
Oral-B Professional Care 3250
$96.95
Oral-B-Professional Care 7400 Toothbrush, 1ct
$79.95
Oral-B Professional Care SmartSeries 4750 S...
$136.29
Crest 3D White Professional Whitening Pack ...
$184.99
Oral-B- Triumph Professional Care Power Too...
$145.95
Oral-B Triumph Professional Model Care 9950...
$159.99
Oral B Professional Care 8950, New two hand...
$114.95
Braun Oral-B Professional Toothbrush
$78.60
Oral-B Dual Clean 6 Pack Brush H...
$21.55
Oral-B Professional Care 8950 Re...
$109.31
Sesame Street: Vol. 2 - Old Scho...
$29.49

10 เรื่องอื้อฉาวในฟุตบอลโลก

10 เรื่องอื้อฉาวในฟุตบอลโลก

ฟุตบอล โลก หรือ ฟุตบอลโลกฟีฟ่า (FIFA World Cup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโดยทีมฟุตบอล ชายร่วมเข้าแข่ง จัดการแข่งขันโดยฟีฟ่า (ฟีฟ่ายังคงเป็นผู้จัด ฟุตบอลโลกหญิงเช่นกัน) ฟุตบอลโลกเริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ.1930ใน ฟุตบอลโลก 1930 และจัดต่อเนื่องมาทุก 4 ปี ยกเว้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 1942-1946
ภายหลังจากการแข่งขันรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะประกอบด้วยทีมชาติ 32 ทีม (เพิ่มจาก 24 ทีม เป็น 32 ทีมใน ฟุตบอลโลก 1998 ร่วมแข่งขันกันเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน และได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก โดยใน ฟุตบอลโลก 2002 มี สถิติผู้ชมประมาณ 1,100 ล้านคนทั่วโลก


แม้เรื่องฟุตบอล โลกจะเป็นการละเล่น แต่กะนั้นมันก็แฝงเรื่องการ เมือง ชื่อเสียง และอำนาจของโลกไว้ด้วย ทำให้มักมีเรื่องที่ ไม่ดีอื้อฉาวอยู่ เยอะ เช่นตัวอย่างที่กล่าวมาดังต่อไปนี้




อันดับที่ 1

1962 : สมรภูมิซานติอาโก

กองเชียร์ชิลีอารมณ์ขึ้นตั้งแต่ ก่อนเกมเตะของกลุ่ม B ระหว่างทีมตัวเองกับอิตาลีจะเริ่มขึ้นไม่นานความเกรี้ยว กราดหยาบคายก็ถูกส่ง ผ่านลงไป
สู่นักเตะในสนาม แฟนบอลเจ้าถิ่นซึ่งโกรธแค้นเป็นทุนเดิมจากการที่สื่ออิตาลีตีพิมพ์บทความดู ถูกเย้ยหย
ันต่างๆ นานาในหน้าหนังสือ พิมพ์เมืองมะกะโรนีตั้งแต่ก่อน ฟุตบอลโลกจะเปิดฉากขึ้น โห่ไล่นักเตะอัซซูรี่ทันทีที่เดินลงสนามทางอิตาลีเองก็อ้างว่าที่สถานการณ์ ตึงเครียด
ขึ้นนั้นเป็นเพราะทีมของตนถูกผู้เล่นเจ้าบ้านถ่มน้ำลายใส่ หน้า

การชำระแค้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าจอร์โจ้ แฟร์รินี่ นักเตะอิตาลีโดนใบแดงจากผู้ตัดสินอังกฤษ เคน แอสตัน จากการไปเอาคืน ออโนริโน ลานดา และเกมต้องหยุดไปถึงแปดนาทีเพราะแฟร์รินี่ไม่ยอมออกจากสนาม ข้างฝ่ายชิลีโดยเลโอเนล ซานเชซ ก็ควงกำปั้นใส่มาริโอ ดาวิด แต่แอสตันกลับไม่ทำอะไร

ผลสุดท้ายดาวอดเป็นฝ่ายถูกไล่ออกเพราะไปเตะ ซานเชซเข้าที่ก้านคอ ส่วนอุมแบร์โต้ มาสคิโอ นั้นดั้งจมูกหักจากการชกต่อยกับเอลาดิโอ โรฮาส ชิลีชนะ 2-0 ก่อนอิตาลีจะโดนบุกไปล้างแค้นอีกรอบถึงแคมป์ฝึกซ้อม เมื่อสถานีโทรทัศน์บีบีซีนำเทป ไฮไลต์มาออกอากาศอีกครั้ง เดวิด โคลแมน บอกกับผู้ชมว่า สวัสดีครับ เกมที่คุณจะได้รับชมต่อไปนี้ คือ เกมที่โง่เง่า ต่ำช้า น่ารังเกียจ และเลวทรามที่สุดของเกมฟุตบอล หรือของประวัติศาสตร์เกมฟุตบอลเลยก็ว่าได้



อันดับที่ 2

1982 : รอคูเวตด้วย

คูเวตเสมอกับทีมที่หมดลุ้นอย่างเช็กโกสโลวะเกียมาในเกมแรก และยันเสมอกับยอดทีมอย่างฝ
รั่งเศสมาได้ตลอดครึ่งชั่วโมงแรกในเกม ที่ สองของกลุ่ม B ฝรั่งเศสนำไป 3-1 และน่าจะได้ประตูที่สี่เมื่ออแลง จิเรส วิ่งฝ่ากองหลังคูเวตและแทงบอลผ่านอาหมัด อัล ทาราบุลซีไปได้ แต่คูเวตกลับประท้วงโดยอ้างว่าทีมตัวเองหยุดเล่นเพราะได้ยินเสียงนกหวีด

ซึ่ง ความเป็นจริงแล้วเป็นนกหวีดที่ดังมาจากอัฒจันทร์คนดู ผู้เล่นทีมเศรษฐีน้ำมันกรูกันเข้าไปรุมมิโรสลาฟ สตูปาร์ ผู้ตัดสินชาวโซเวียต ขณะที่ ชีค อัล ซาบาร์ ผู้จัดการทีมโผล่มาที่ข้างสนามตะโกนให้ลูกทีมวอล์คเอ๊าท์ ผู้ตัดสินสตูปาร์ ใจดีไม่ให้เป็นประตูอย่างเหลือเชื่อ แต่ฝรั่งเศสก็ยังมาได้ประตูที่สี่แบบไร้ข้อกังขาจากฝีเท้าของ แมกซิม บอสซิส



อันดับที่ 3

1986 : หัตถ์พระเจ้า

ดีเอโก้ มาราโดน่า ทำให้ผู้คนลืมความสามารถอันโดดเด่นของตัวเองไปชั่วขณะ และทำให้ชัยชนะเหนืออังกฤษของอาร์เจนติน่าในรอบ ก่อนรองชนะเลิศกลายเป็น เกมที่น่าจดจำ
ที่สุดของฟุตบอลโลก อังกฤษยันสกอร์ 0-0 ไว้ได้จนถึงนาทีที่ 51

แม้มาราโดน่าจะมีพื้นที่ในการ ทำเกมอย่างเหลือ เฟือจากการที่บ๊อบบี้ ร็อบสันตัดสินใจไม่เดินเกมขึ้นทางปีกตามสไตล์ถนัด เมื่อสตีฟ ฮอดจ์เคลียร์บอลพลาด บอลลอยโด่งมาใกล้กรอบเขตโทษ มาราโดน่า และ ปีเตอร์ ชิลตัน กัปตันอังกฤษกระโดดขึ้นหาบอลด้วยกันทั้งคู่ มาราโดน่าตัดสินใจชดเชยส่วนสูที่ขาดไปเล็กน้อยด้วยการยกแขนซ้ายขึ้นไปสูง เหนือศีรษะข
องชิลตันและชกลูกบอลเข้าไปกระทบตาข่าย เป็นการฟาวล์ที่โจ่งแจ้งเสียจนมาราโดน่าเองก็ไม่ฝืนที่จะเคลียร์ตัวเองให้ พ้นผิด

ก่อนจะพูดถึงลูกนี้ในภาย หลังด้วยวลีที่โลกไม่ลืม ว่า มันเป็นหัตถ์ของพระเจ้า อีกสี่นาทีต่อมา มาราโดน่าก็ทำประตูที่สอง ซึ่งเป็นลูกยิงมหัจรรย์ให้อาร์เจนตินาเอาชนะไป 2-1 แต่ดาวเตะหมายเลขหนึ่งของโลกก็น้ำท่วมปากไปพัก ใหญ่



อันดับที่ 4


1974 : ไฮติ ที่น่าสะพรึงกลัว

ในตอนแรก ม้านอกสายตาจากไฮติทีมนี้ เกือบจะไม่ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ แต่ภายใต้การปกครองในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของปาปา ดอค ดูวาลิเย่ร์ ไฮติจึงได้เล่นรอบคัดเลือกนัดสุดท้ายในบ้าน ตัวเอง ก่อนจะคว่ำตรินิแดดซึ่งอุตส่าห์ทำถึงสี่ประตูแต่ถูกกรรมการปฏิเสธหมด การเล่นที่สวยงามของไฮติในเกมแรกที่แพ้อิตาลี ไป 3-1 ถูกลืมเลือนเสียสิ้นเมื่อ เอิร์นส์ ฌอง-โจเซฟ กองหลังของทีมกลายเป็นนักเตะคนแรกของฟุตบอลโลกที่ไม่ผ่านการตรวจโด๊ป ฌอง-โจเซฟ ถูกส่งกลับไปกักตัวในค่ายฝึกซื้อ

บอกว่าโดนบังคับให้ทำเช่น นั้นและถูกทุบตีโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐ ด้วยความหวาดกลัวเขาจึงโทรไปหาเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เป็นกลางสองคนให้มา ช่วย แต่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทั้งสองกลับถูกต่อว่าอย่างรุนแรงและฌอง-โจเซฟ ก็ต้องบินกลับไปรับโทษที่บ้านเกิด



อันดับที่ 5

1930 : ขอลูกใหม่เถอะ

ฟุตบอลโลกครั้งแรกอาจไม่ใช่เหตุการณ์ ที่ผู้คนให้ความสนใจมากมายอย่างทุกวันนี้ โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งส่งทีมมาแข่งสี่ ชาติเท่านั้น แต่ในนัดชิงกลับ เป็นคนละเรื่อง เมื่อคู่แข่งจากทวีปอเมริกาใต้คือ อุรุกวัย และอาร์เจนตินา โคจรมาพบกันเอง หลุยส์ มอนติ จากอาร์เจนตินาโดนขู่เอาชีวิต

ขณะที่ผู้ตัดสินจากเบลเยียม จอห์น แลงกินัส เรียกร้องให้เตรียมทางหนีทีไล่ ที่จะช่วยให้ตัวเองกลับไปลงเรือได้เร็วที่สุด เมื่อวันชิงชนะเลิศ ความวุ่นวายก็ระเบิดขึ้นเมื่อทั้งสองทีมต้องการลงแข่งขันโดยใช้ลูกบอลที่ ผลิตในประ เท
ศของตนเท่านั้น หลังจากโต้ถียงกันอย่างรุนแรงโดยไม่มีใครลดราวาศอกผู้ตัดสินแลงกินัสก็เสนอ ไอเดียทาง
ออก โดยให้ใช้บอลของแต่ละฝ่ายเล่นกันละครึ่ง



อันดับที่ 6

1966 : ยังไม่สิ้นสุดแม้เกมยุติ

เป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมา ถึงปัจจุบัน กับลูกยิงชนคานกระทบพื้นของเจฟฟ์ เฮิร์ส ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ในนัด ชิงชนะเลิศ กับเยอรมันตะวันตก ว่าลูกนั้น ข้ามเส้นไปหรือยัง ผู้ตัดสินเป่าให้ลูกนั้นได้ประตู ทำให้อังกฤษขึ้นนำเยอรมัน 3-2 ในช่วง ต่อเวลาพิเศษ ท่ามกลางการประท้วงของ นักเตะเยอรมัน

เจฟฟ์ เฮิร์สท์ อาจมีชื่อเป็นผู้ทำประตูที่สวยงามที่สุดในฟุตบอลโลก แต่ชัยชนะในช่วง ต่อเวลาที่เวมบลีย์ก็มีความสำคัญมากพอที่จะบดบังความเป็นปริศนาของลู
กยิง ลูกที่สองของเขา หลังจากต่อเวลาไปได้สิบนาที อลัน บอลล์ เปิดบอลเข้ามาจากกราบขวาให้เฮิร์สท์ ที่เบียดผ่านชูลช์ ไปได้ก่อนจะจับบอลหนึ่งจังหวะแล้วหวดเต็มแรงลูกพุ่งไปชนใต้คานเข้าอย่างจัง และกระดอนกลับลงมาบนเส้นประตูอย่างรวดเร็วก่อนจะถูกเคลียร์ออกไป

ผู้ ตัดสิน ก๊อทท์ฟรีด ดีนส์ท วิ่งไปปรึกษากับไลน์แมนโทฟิก บาครามอฟ ซึ่งยืนอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากพอสมควร แต่ก็บอกว่าลูกข้ามเส้นประตู จนทุกวันนี้ก็ยังมีการถกเถียงกันไม่จบ แม้ภาพรีเพลย์การทำประตูจะบ่งบอกว่าคำประท้วงของเยอรมันถูกต้องก็ตาม



อันดับ ที่ 7

1982 : เกมปาหี่

แมตช์อัปยศที่สุดแมตช์หนึ่งในประวัติ ศาสตร์ของ ทัวร์นาเมนท์เกิดขึ้นในการ แข่งขันนัดส
ุดท้ายของกลุ่มสองระหว่างเยอรมันตะวัน ตกกับออสเตรีย แม้จะไม่มีหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงผลการแข่งขันไว้ล่วงหน้า แต่พฤติกรรมการส่งบอลไปมากลางสนามในเกม นี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจน เยอรมันเสียหน้าจากเกมพ่ายแอลจีรียในนัด แรก และจำต้องเก็บชัยชนะจากนัดนี้เพื่อเข้ารอบ

ขณะที่ออสเตรียแค่ประคอง ตัวไม่ให้แพ้ถึงสี่ลูกก็ลอยลำเข้ารอบสองได้อย่างสบาย หลังจากฮอร์ส ฮรูเบชโหม่งทำประตูได้ตั้งแต่นาทีที่ 11 ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายก็วิ่งเหยาะแหยะไม่สนใจจะขยับสกอร์ไปไหนอีก เมื่อสิ้นเสียงนกหวีด เกมที่แสนน่าเบื่อและทรมานนี้ก็จบลงเยอรมันตะวันตกจูงมือออสเตรียเข้ารอบต่อ ไปปล่อยให้แอลจีเรียปาดน้ำตากลับบ้านไปด้วยความแค้น



อันดับที่ 8

2002 : รางวัลสำหรับเกาหลีรางวัลจากผู้ตัดสิน

กองทัพแฟนบอลทีมเจ้าภาพ ร่วมเกาหลีใต้ที่อยู่ทั้งใจและนอกสนามเวิลด์คัพหนนี้ล้วนเป็น
ภาพที่น่า ประทับใจ และผู้ชมที่มีความเป็นกลางต่างก็ร่วมยินดีกับการที่ทีมโสมขาวสามารถทะลุเข้า ถึงรอบรอ
งชนะเลิศได้ อย่างไรก็ตามเกาหลีใต้ก็ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการตัดสินใจที่ดูไม่ค่อยโปร่งใสนักตั้งแต่รอบสองจนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ

เริ่ม ตั้งแต่ลูกที่คริสเตียน วิเอรี่ หัวหอกอิตาลียิงเข้าไปแต่ถูกเป่าเป็นลูกล้ำหน้า ก่อนจะพ่ายไป 2-1 จากโกลเด้นโกลของ อาน จุง ฮวาน ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ปฏิกริยาจากฝั่งอิตาลีเป็นไปอย่างดุเดือด แฟนบอลประท้วงผู้ตัดสินว่า ปล้นชัยชนะ ทางด้าน ลูชาโน่ กาอุชชี่

ประธานสโมสรเปรูจา ถึงกับออกมาไล่ อาน จุง ฮวาน ออกจากสโมสรโทษฐานที่เป็นผู้ยิงประตูชัย คำตัดสินที่ค้านสายตาและเป็นประโยชน์ต่อเกาหลีมากกว่าเดิมเกิดขึ้นอีกครั้งในเกม ที่พ
บกับสเปนในรอบ ก่อนรองชนะเลิศ โจอาคิน ผ่านบอลเข้ามาให้ เฟอร์นานโด มอริเอนเส โหม่งเข้าประตู แต่ผู้ตัดสินจากอียิปต์ จามาล กาดูร์ ไม่ให้เข้าประตูเพราะว่าบอลข้ามเส้นข้างสนามไปแล้ว ก่อนที่ โจอาคิน จะเปิดเข้ามา ภาพช้าแสดงให้เห็นว่าบอลยังอยู่ห่างจากเส้นข้างสนามตั้งหนึ่งฟุต



อันดับที่ 9

1978 : รางวัลแด่ความอยุติธรรม

ความอื้อฉาวของ ทัวร์นาเมนท์ปี 1978 ไม่ได้อยู่ที่เกมการแข่งขัน (แม้ชัยชนะ X-0 เหนือทีม Xxxx จะน่าสงสัยยิ่งกว่า น่าสงสัยก็ตาม) ซึ่งสร้างความตื่นเต้นได้เหมือนกับครั้งที่ผ่านๆ มา หากแต่อยู่ที่การมีผู้ชนะเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวจากการ ปกครองด้วยรัฐ
บาลเผด็จการทหารที่โหดร้ายต่างหาก

กว่าจะมาเป็น เจ้าภาพฟุตบอลโลก ชาวอาร์เจนตินาต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากแสนสาหัส คนนับล้านที่เป็นปรปักษ์ต่อคณะรัฐบาลทหารถูกเข่นฆ่าและทรมานตลอดช่วงเวลาสอง ปีก่อนที
่ทัวร์นาเมนท์จะเริ่มขึ้น และเมื่อผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกเดินทางมาถึงต่างก็ถูกปิดหูปิดตาให้อยู่ห่าง จากความจร
ิงอันน่าสะพรึงกลัวนี้

ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน คนแรกถูกระเบิดจนสิ้นชีพ ศูนย์ข่าวสำหรับนักข่าวก็ยังไม่วายถูกระเบิดทำลายเสียมาตรการรักษาความ ปลอดภัยนับพัน
ถูกขนมาใช้เพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันจะผ่านไปอย่างราบ รื่นในสภาวการณ์ ที่เลวร้ายเช
่นนี้



อันดับที่ 10

1970 : ลูกเตะซัลวาดอร์

อาลี คานดิล ตัดสินผิดพลาดอย่างร้ายแรงในการ แข่งขันรอบแรกระหว่างเม็กซิโกกับเอล ซัลวาดอร์ จนทำให้ทีมจากอเมริกากลางอารมณ์เดือดเป็นไฟ สมันน้อยซัลวาดอร์ต้านเกมของเม็กซิโกไว้ได้จนถึงนาทีที่ 44 ก็ได้ลูกฟรีคิกจากในแดนของตน
แต่แล้วก็ต้องตาค้างเมื่อ ปาดิลลา ผู้เล่นของเม็กซิโก กลับโผล่เข้ามาเล่นลูก และส่งบอลยาวไปให้ บาลดิเวียซัดเป็นประตูขึ้นนำแบบไม่ทันตั้งตัว ผู้เล่นนักเตะซัลวาดอร์กรูเข้าไปล้อมคานดิลและไลน์แมนแถมเตะบอลทิ้งไปบนที่ นั่งคนดูพ
ร้อมท้าให้ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองหรือไล่ออกจากสนามก็ได้ คานดิลชิงเป่านกหวีดหมดครึ่งแรกเซฟตัวเองไว้ได้ทัน เริ่มครึ่งหลัง ซัลวาดอร์ยังคงใช้วิธีเตะบอลทิ้งให้คนดูตลอดเกมก่อนจะแพ้ไป 4-0



Optimum Nutrition Gold Standard 100% Whey, ...
$41.12
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Whey, ...
$31.51
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Natura...
$41.12
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$26.48
Optimum Nutrition 100% Any Whey Instantized...
$30.36
Optimum Nutrition 100% Natural Whey&Oat...
$25.66
Optimum Nutrition 100% Instantized Whey Pro...
$27.98
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$89.99
Optimum Nutrition 100% Egg Protein, Delicio...
$35.94
Optimum Nutrition ON Gold Standard 100% Ins...
$59.57
Optimum Nutrition 100% Natural Oats&Whe...
$35.99
Optimum Nutrition 100% Whey Gold Straw Ban,...
$42.89
Optimum Nutrition Creatine Powder 600G, Unf...
$17.70
Optimum Nutrition Gold Standard 100% Instan...
$21.59
Optimum Nutrition 100% Whey Protein, Double...
$27.98
Optimum Nutrition 100% Whey Gold, Standard ...
$55.00
100% Casein Protein-Optimum Nutrition Insta...
$42.18
Optimum Nutrition After Max Post-Workout Ma...
$37

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ประกาศผลเสียทีสำหรับ7 สิ่ง มหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ซึ่งทางองค์กร New7Wonders ได้ ประกาศผล 7 สถานที่เข้าชิง เมื่อ วันที่7เดือน7ปี2007 ที่ ผ่านมา และนี่คือ7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่ได้ รับเสียงโหวตท่วมท้นจาก มหาชน ทั่วโลก

ทวีป ยุโรป 1 แห่ง

สนาม กีฬาโคลอสเซียม ประเทศอิตาลี

ตั้งอยู่ใน กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง สิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณสร้าง ขึ้นใน ระหว่าง ค.ศ. ที่ 72 - 80 ตัวสนามสร้างมีรูปเป็นตึกวงกลมก่อด้วย อิฐและหินขนาดใหญ่ วัดโดยรอบยาว 527 เมตร สูง 57 เมตร มี 4 ชั้น

ภาย ในมีอัฒจรรย์สำหรับคนนั่งดู จุคนดูประมาณ 80,000 คน ใต้อัฒจรรย์ และใต้ดินมีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป
หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้ กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและ ยกย่องกัน มากปีๆหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน

ทวีปอเมริกาเหนือ 1 แห่ง

ชิเชน อิตซา ประเทศเม็กซิโก

ชิเชน อิตสา เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิหารจำนวนมากซึ่ง พวกมายาได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ตัววิหารก่อสร้างซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ราว 6.4 ตาราง กิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า มหาวิหารแห่งนักรบ สร้างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สร้างทีหลัง วิหารเก่าแห่งชัคมูล ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูง ขึ้นไปใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้า โดย ใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น

ลักษณะโดย ทั่วไปของชิเชน อิตสา ทำเป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ มีบันไดกลาง รอบ ๆ ทำเป็นบริเวณตลาดทำนองเดียวกับสถานสถิตยุติธรรมของพวกโรมัน ซึ้งอยู่กลางเมือง ที่สาธารณะ เป็นที่รวมของฝูงประชาชน ชนเผ่ามายาแห่งเม็กซิโก สืบสายมาจากคนพวกแรกที่เดินทางจากเอเชีย เข้ามายัง อเมริกา ทางช่องแคบเบริ่ง ได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมทั้งใน ด้านเหี้ยมโหดอันป่าเถื่อน และความมี สติปัญญาอันสูงส่งในขณะเดียวกัน

พวก มายาฝึกความเสียสละด้านมนุษยชาติ ควักหัวใจผู้ที่รับการบูชาออกสังเวยพระเจ้า ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาความรู้ด้านดาราศาสตร์ ศิลปะของสถาปัตยกรรม ทางอักษรศาสตร์ ด้านการเขียนบันทึกด้วยตัวอักษรพิเศษ และการค้นพบค่าของเลข 0 ทางคณิตศาสตร์ แต่ก็น่าแปลก ที่พวกนี้มิได้ค้นพบประโยชน์อันเกิดจากล้อเลื่อน

ศูนย์ กลางของอารยธรรมของคนพวกนี้อยู่ที่ชิเชน อิตสา ในคาบสมุทรยุกาตัน ผู้ค้นพบ ขุมอารยธรรมเหล่านี้แล้วนำออกมาเผยแพร่ให้ชาวโลกได้ทราบคือ นายธอมป์สัน ชาวอเมริกา ผู้ใช้ ชีวิตซอกซอนท่องเที่ยวไปในหมู่พวกมายา ด้วยความสนใจจะศึกษาสิ่งลึกลับต่างๆ

ทวีปอเมริกา ใต้ 2 แห่ง

รูปปั้น พระ เยซูคริสต์ ประเทศบราซิล

รูป ปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ในโลก. รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีช ื่อเสียงมากของเมือง นี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น

รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback ) และ ตั้งใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่ รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลาง เมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และสร้างวิวที่สวยงามมากมาย

มาชู ปิกชู ประเทศเปรู

มาชู ปิกชู แห่งอาณาจักรอินคา( Inca city , Machu Picchu) ตั้งอยู่ที่ เมืองคุสโซ ประเทศเปรู มาชู ปิกชู อยู่บนยอดสูงมีบริเวณรอบ ๆ รวมแล้วความสูงของหน้าผาประมาณ 304.8 เมตร (1,000 ฟุต) ฮิแรม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกัน พบ ในปี ค.ศ. 1911

บริเวณนั้น เป็นป่าใหญ่คลุมพื้นที่อยู่ นอกจากสิ่งก่อสร้าง ปรักหักพังบางส่วนที่โผล่อยู่ให้เห็นสิ่งก่อสร้าง ดังกล่าวบ่งบอกให้เห็น ความสามารถยอดเยี่ยม เชิงสถาปัตยกรรมของชาวอินคาในอดีต เพราะมีทั้งโบสถ์วิหาร อ่างหินสำหรับเก็บน้ำ บันไดหินเป็นพัน ๆ ขั้น เพื่อเป็นทางทอดระเบียงลงไปในที่ต่าง ๆ แห่งนครภูเขานี้

ทวีปเอเชีย 3 แห่ง

กำแพง เมืองจีน ประเทศจีน


กำแพง เมืองจีน( Great Wall of China ) เป็นกำแพงกั้นเมือง และกั้นประเทศ ตามพรมแดนด้านเหนือของจีน เป็นกำแพงที่ยาวใหญ่มหึมา มีขนาดกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร(10 ฟุต) มีความสูง จากพื้นด้านล่างตั้งแต่ 8 เมตร ถึง 9 เมตร(20-30 ฟุต หนา15-25 ฟุต)

ได้รับขนานานามว่ากำ แพงหมื่นลี้เพราะมีความยาวถึง 14,600 ลี้ (ราว 6,700 กิโลเมตร) บนกำแพงทุก ๆ ระยะ 200 เมตร(300 ฟุต) จะมีหอหรือป้อม สำหรับตรวจเหตุการณ์ มีป้อมมากกว่า 15,000 แห่ง สร้างสูงขึ้นไปอีก 3 เมตร ถึง 6 เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุ ไว้ประจำทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ

เริ่ม สร้างระหว่างปี 243-252ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยพระเจ้าซี่วังตี่ (จิ๋น ซีฮ่องเต้) มีการสร้างต่อเติมอีกหลายครั้ง ใช้แรงงานเกณฑ์จากราษฎรทั้งประเทศ นับจำนวนล้าน มีผู้เสียชีวิตเรือนหมื่น อีกทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ชนิดเดียวในโลก ที่สามารถมองเห็น จากดวงจันทร์

ทัชมาฮาล ประเทศอินเดีย

ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของ โลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย มุมทัชมาฮาล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ใหญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริม แม่น้ำยมนา

สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1630-1648 สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท


ได้รับ คำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ

หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรง กับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่เมื่อโอรสขึ้นครองราชย์สมบัติจึงจับพระองค์ขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพมเหสีผู้เป็นที่รัก ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่า

เปตรา ประเทศจอร์แดน

นครเปตราในจอร์แดนเป็นเมือง ที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบ ทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลัก มาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและ ศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม

สีของหินกลม กลืนกัน ตัวตึกสี เลือดนก สีกุหลาบและสีม่วงเป็นลำดับ ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม เบื้องต้นของเขตตะวันออกกลางที่เรี ยกว่านาบาทีนส์ คนแถบนี้เป็นพวกเร่รอน อาชีพเลี้ยงแกะอยู่ไม่เป็นที่ เป็นพวกชอบทำธุรกิจค้าขายเครื่องเทศจากตะวันออก ไปยังเขตเมดิเตอร์เรเนียน

จากนั้นก็ขนส่งลงเรือไปสู่ยุโรป ในช่วงเวลาที่มีการ ค้าขายอย่างกว้างขวางกับอาณาจักรต่าง ๆ สืบมาจนถึงปัจจุบันได้ใช้เส้นทาง ในเขตซีเรียสู่ซาอุดีอารเบียโดยอาศัย กองคาราวานขนส่ง ได้สร้างความร่ำรวย และอำนาจราชศักดิ์ จนได้กลายมาเป็นนครเปตราขึ้นจากพวกอีโดไมท์ ซึ่งถือ เป็นเมืองหลวงในราว 300 ปี ก่อนคริสต์กาล

สิ่งก่อ สร้างสำคัญชิ้นหนึ่งในนครเปตราคือมหาวิหารกวาซร์ ฟีราโอน ซึ่งสร้างสมัยพระเจ้าอาเรตัสที่4 มหาราชของ ชาวนาบาทีนส์ ซึ่งครองราชย์ระหว่าง 9 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ค.ศ. 40 การบูรณปฏิสังขรณ์นครเปตรากำลังดำเนินอยู่อย่างมาก ในปัจจุบัน นครแห่งนี้ถูกค้นพบในรูปปรักหักพังมาตั้งแต่ ค.ศ. 1812 นับเป็นนครที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้ไปชมปีละมากมาย ความนิยมดังกล่าวช่วยยกฐานะให้นครเปตรากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งหนึ่งในโลก

ผลที่ ออกมาคงเป็นที่ถูกใจของใครหลายๆคน ทั้งนี้ทางทางองค์กร New7Wonders ยังได้เตรียมเปิดโครงการใหม่คือการค้นหา 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติยุคใหม่ (NEW 7 WONDERS OF NATURE) โดยจะเปิดให้มีการเสนอ ชื่อสถานที่เข้าชิงไปจนถึง 08.08.08. อีกด้วย


Shopping Cart
WHEELCHAIR

ความมหัศจรรย์ของตัวเลข 11 กับ กรณีการถล่มเวิลด์เทรดฯ วันที่ 14 กันยายน 2544 (17:48)

ความมหัศจรรย์ของตัวเลข 11 กับ กรณีการถล่มเวิลด์เทรดฯ
วันที่ 14 กันยายน 2544 (17:48)


มีความจริงบางอย่าง..ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ ถล่ม !! ของ ตึกเวิลด์เทรดฯ

วันที่เกิดเหตุ วันที่ 11 เดือน 9 = 1 + 1 + 9 = 11

วันที่ 11 เดือน กย. = วันที่ 254 ของปีนี้ = 2 + 5 + 4 = 11

หลังจากวันที่ 11 กย. ปีนี้ จะมีวันเหลือในปฏิทินอีก 111 วัน ก็สิ้นปีพอดี

รหัส 119 คือ รหัสของประเทศ อิรัก/อิหร่าน = 1 + 1 + 9 = 11

ตึกแฝดเวิลด์เทรดทาวเวอร์ ยืนอยู่คู่กัน ลักษณะแลดูคล้ายกับเลข 11

เครื่องบินลำแรกที่พุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ เป็นเที่ยวบินที่ 11

เครื่องบินลำที่สองที่พุ่งชน เป็นที่บินที่ 77 ดูดี ๆ เลข 77 มันก็คล้าย 11


ข้อมูลอื่น ..

รัฐนิวยอร์ค เป็นรัฐลำดับที่ 11 ที่ถูกรวมเข้าอยู่ในสหรัฐอเมริกา

เมือง New York City มีตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว

ประเทศ Afghanistan ก็มีตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว

กระทรวงกลาโหม หรือ The Pentagon ก็ มีตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว

Ramzi Yousef (นักโทษที่มีส่วนในการระเบิด ตึก wtc เมื่อปี 1993 ) ก็มีตัวอักษรทั้งหมด 11 ตัว

เที่ยวบินที่ 11 มีผู้โดยสาร 92 คน = 9 + 2 = 11

เที่ยวบินที่ 77 มีผู้โดยสาร 65 คน = 6 + 5 = 11

.. อะไร มันจะบังเอิญ ขนาดนั้น ..!



คุณสมบัติพิเศษของเลข 9

คุณสมบัติพิเศษของเลข 9

(1)ถ้าท่านนำเลข 9 ไปคูณกับจำนวนใดๆคำตอบ ที่ได้ นำมาบวกกันจะได้เลข 9 เสมอ เช่น

9x2=18 นำคำ ตอบที่ได้คือ 18 มาบวกกันได้ 1+8=9
9x3=27 นำคำตอบที่ได้คือ 27 มาบวก กันได้ 2+7=9
9x4=36 นำคำตอบที่ได้คือ 36 มาบวก กันได้ 3+6=9
9x8=72 นำคำตอบที่ได้คือ 72 มาบวก กันได้ 7+2=9


(2)ท่านลองยกตัวอย่างเลขจำนวนหนึ่งเช่น 987 หากสลับที่จะได้ 978 หรือ 798 จากนั้นนำเลข ตัวน้อยไปลบออกจากเลขตัวมาก
ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อหารด้วย 9 จะลง ตัวเสมอ เช่น

879_
798
081
ผลลัพธ์ 81 จะหารด้วย 9 ลงตัวเสมอ

(3)ท่านลองยกตัวอย่างเลขจำนวนหนึ่งเช่น 987 นำ เลขแต่ละหลักมาบวกกันได้ 9+8+7 = 24 แล้วนำไปลบ กับตัวเลขเดิมจะได้
987-24=963 ท่านจะพบว่าผลลัพธ์ที่ได้คือ 963 จะหารด้วย9 ลงตัวเสมอ ถ้าไม่เชื่อลองยกตัวอย่างอื่นดูก็ได้


(4)เลข 9 ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีก เช่น

987654321x9 = 8888888889
987654321x18 = 1777777778
987654321x27 = 2666666667
987654321x36 = 3555555556
987654321x45 = 4444444445
987654321x54 = 5333333334
987654321x63 = 6222222223
987654321x72 = 7111111112
987654321x81 = 8000000001

(5)แค่นี้ยังไม่พอเลข 9 ยังมีคุณสมบัติ พิเศษดังนี้

1x9+2 = 11
12x9+3 = 111
123x9+4 = 1111
1234x9+5 = 11111
12345x9+6 = 111111

(6)เลข 9 ยังมีคุณสมบัติดังรูปแบบนี้ด้วย คือ

1x8+1 = 9
12x8+2 = 98
123x8+3 = 987
1234x8+4 = 9876
12345x8+5 = 98765


สรุป จากคุณสมบัติพิเศษของเลข 9 ที่กล่าวมา แล้วเราสามารถใช้ประโยชน์ในการคิดเลขให้เร็วขึ้นโดยมีหลักดังนี้

เมื่อต้องการคูณเลขใดด้วย 9 เช่น 8x9 หรือ 987x9 เรามีวิธีคิดลัดดังนี้

(1)ลดเลขที่จะคูณกับ 9 ลงไป 1 ได้เท่าไหรา เขียนใส่ในกระดาษคำตอบ

(2)หาเลขที่นำมาบวกกับเลขที่ลดลง 1 แล้วนี้ ให้ได้ 9 เติมต่อท้าย ก็จะเป็นคำตอบ เช่น

8x9 = ? วิธีคิด
(1)ลด 8 ลง 1 ได้ 7 เขียนเลข 7 ไว้ในคำตอบ
(2)หาเลขมาบวกกับ 7 ได้ 9 เลขนั้นคือ 2 แล้วเขียน 2 ต่อ ท้ายคำตอบ จะได้ 72
เพราะฉะนั้น 8x9 = 72

อีกตัวอย่างหนึ่ง

54x99 = ? วิธีคิด
(1) ลด 54 ลง 1 ได้ 53 เขียนเลข 53 ไว้ในคำตอบ
(2)หาเลขมาบวกกับ 5 ให้ได้ 9 เลขนั้นคือ 4 เขียน 4 ต่อ ท้ายจะได้ 534 ยังไม่จบคะ
หาเลขบวกกับ 3 ได้ 9 เลขนั้นคือ 6 เขียน 6 ต่อท้าย จะได้5346 เป็นคำตอบ
เพราะฉะนั้น 54x99 = 5346



มะรุม พืชมหัศจรรย์

เขียน โดย D.Healer เมื่อ 17 เมษายน 2008 - 04:55pm


มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :

ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ใน คนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับ ประทาน

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก ผัก อีฮุม หรือผักอีฮึมภาคเหนือเรียก มะค้อมก้อนชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก กา แน้งเดิงส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียกผัก เนื้อไก่เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝัก มะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่องผงนัวกับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืช มหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหาร พื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบ ประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะ กับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาว ญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษา โรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับ ประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิ แพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

ชะลอความแก่
กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและ กรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนต โคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จาก มะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซ ยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็ง ที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรค มะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม


ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับ ยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหาร ไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอร อลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มี ค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมา แต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดีย สามารถวัดผลได้ใน เชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้ สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้


เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. WWW.PUBMED.GOV. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.

นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550